สรุปเนื้อหา วิชา
MR303
การวัด ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง
การวัดผลการศึกษา คือ
การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียน โดยครอบคลุมด้านพุทธิพิสัย เจตพิสัย ทักษะพิสัย
การประเมินผล
ต้องประกอบด้วย มีการตัดสินคุณค่า
และมีเกณฑ์การประเมิน
การประเมินผลการศึกษา
คือ
การนำผลการวัดมารวมกันหลาย ๆ ครั้ง เพื่อสรุปผล เรียกว่า การตัดเกรด
การวัดผลอิงกลุ่ม คือ
การนำคะแนนไปเทียบกับกลุ่ม เช่น ได้ที่ 50 จากนักเรียน 100 คน
การวัดผลอิงเกณฑ์ คือ
การนำคะแนนไปเทียบกับเกณฑ์ เช่น
ได้เกรด A,B,C,D,F
การวัดแบบ Nominal scale มาตรานามบัญญัติ คือ ตัวเลขหรือสัญลักษณ์แทนคุณสมบัติ
ไม่มีความหมาย เช่น ห้อง 1/1
การวัดแบบ Ordinal scale มาตราอันดับ บอกลำดับแต่บอกไม่ได้ว่าห่างกันแค่ไหน
เช่น นาย ก. สอบได้ที่ 1 นาย
ข. สอบได้ที่ 2
การวัดแบบ Interval scale มาตราอัตรภาค
บอกได้ว่ามากกว่ากันเท่าไร แต่ไม่มีศูนย์แท้ เช่น
นาย ก. สอบได้ 50
คะแนน นาย ข. สอบได้ 20 คะแนน
การวัดแบบ Ratio scale มาตราอัตราส่วน มีศูนย์แท้ และบอกความห่างกันได้ เช่น ความสูง วัดน้ำหนัก
การหาพิสัย = ค่าคะแนนสูงสุด - คะแนนต่ำสุด
การหาค่าเฉลี่ย = 
การหาค่ามัธยฐาน คือ
เลขตรงกลาง
โดยเรียงลำดับน้อยไปหามาก
ถ้าเลขมีจำนวนเป็นคู่ เอาเลข 2
ตัวตรงกลางมาบวกกันหารด้วย 2 ถ้าเป็นจำนวนคี่ ใช้เลขตรงกลางได้เลย เช่น 1 2 3 4 5 จะได้ 3
หรือ 1 2 3 4 5 6 จะได้ เอา 3 + 4 = 7 หาร 2 = 3.5
หรือ 1 2 3 4 5 6 จะได้ เอา 3 + 4 = 7 หาร 2 = 3.5
การหาฐานนิยม คือ หาเลขที่ซ้ำกันมากที่สุด เช่น 2 3 4 4 5 = 4 หรือ 2 3 4 4 5 5 = 4,5
หรือ 2 3 4 4 5 5 6 6 6 = 6
ค่าความแปรปรวนจะมากหรือน้อย
ถ้าเบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยมาก = แปรปรวนมาก
ถ้าเบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยน้อย
= แปรปรวนน้อย
ถ้าเบี่ยงเบนคงที่จากค่าเฉลี่ย = แปรปรวนคงที่ คือ ไม่มีความแปรปรวน
- เอาข้อสอบไปสอบนักเรียน
30 คน ได้ 18 คะแนนเท่ากันหมดความแปรปรวนเท่าไร
ตอบ 0 ไม่มีความแปรปรวน
- ความแปรปรวนชุด
1 เป็น 4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นเท่าไร
ตอบ 2 เพราะ
เอา 4 ถอดราก
2 = 2
การหาค่าความสัมพันธ์
ถ้า rxy =
+1.00
จะมีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง
ถ้า rxy = -1.00
จะมีความสัมพันธ์ตรงข้ามกัน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย
เงื่อนไข พฤติกรรมที่คาดหวัง และ เกณฑ์
เช่น เมื่อกำหนดเลข 2 จำนวนให้
นักเรียนสามารถบวกเลข 2
จำนวนที่มีผลลัพธ์ไม่เกิน 100 ได้ถูกต้อง
4 ข้อ จาก 5 ข้อ
พฤติกรรม |
ความรู้ ความจำ
|
ความคิด –
ปัญญา
|
รวม
|
อันดับความสำคัญ
|
||
เนื้อหา
|
ความเข้าใจ
|
นำไปใช้
|
วิเคราะห์
|
|||
1. ลักษณะสำคัญของภาษาไทย
|
3
|
-
|
-
|
3
|
5
|
2
|
2. คำและความหมายของคำ
|
6
|
1
|
2
|
4
|
13
|
1
|
9
|
1
|
2
|
7
|
|||
ตารางนี้แสดงว่าสอนเนื้อหาทั้งหมดใช้เวลา 19 ชั่วโมง
ถ้าต้องการสอน 40 ชั่วโมง จะต้องสอนเนื้อหา 1 กี่ชั่วโมง
แบบทดสอบ วัดพฤติกรรมด้วยข้อสอบ
แบบสอบถาม การเก็บข้อมูลโดยให้ตอบคำถามที่เตรียมไว้
การสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลด้วยการถามตอบ
การสังเกต คือ
จดบันทึกด้วยการเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ
การตรวจสอบรายการ ตรวจสอบพฤติกรรมตามรายการที่เตรียมไว้
แบบบันทึก จดพฤติกรรม
สังคมมิติ ศึกษาความสัมพันธ์ของคนที่อยู่ร่วมกัน
แฟ้มสะสมผลงาน เก็บรวบรวมผลงาน ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
คุณลักษณะของข้อสอบทีดี
ประกอบด้วย
-
เที่ยงตรง คือ
วัดได้ตามจุดมุ่งหมาย เช่น วัดวิชาคณิตศาสตร์ก็ต้องเป็นข้อสอบวัดคณิตศาสตร์
-
ความเชื่อมั่น คือ วัดกี่ครั้งก็เหมือนเดิม
-
ความเป็นปรนัย คือ ชัดเจนในคำถาม
ให้คะแนนตามเกณฑ์
แปลความหมายได้ชัดเจน
-
ความยากง่ายของข้อสอบ ข้อสอบต้องหลากหลายมีความยากสลับกับง่าย
-
อำนาจจำแนก
ข้อสอบแยกเด็กเก่งกับเด็กอ่อนได้
ข้อสอบเลือกตอบ
เราจะใช้ข้อสอบเลือกตอบเพราะ
-
ถามได้ครอบคลุม
-
ให้คะแนนยุติธรรม
-
วิเคราะห์คุณภาพข้อสอบได้ง่าย
-
วัดได้ลึกกว่าข้อสอบปรนัยอื่น ๆ
ข้อสอบแบบอัตนัย
เราจะใช้ข้อสอบนี้เมื่อ
-
เมื่อต้องการวัดความสามารถในการเขียน
-
เมื่อมีเด็กจำนวนน้อย
-
เมื่อไม่ต้องการใช้ข้อสอบซ้ำอีก
-
เมื่อมีความมั่นใจในการตรวจ
ข้อดี
-
ให้อิสระในการตอบ
-
แก้ปัญหาการเดา
-
สะดวกที่จะใช้กับเด็กจำนวนน้อย
-
ประหยัดเวลาในการออกข้อสอบ
-
ใช้ได้ดีในการวัดความคิด
การเขียนข้อสอบวัดพฤติกรรม
1.
วัดความรู้ ความจำ การวัดความสามารถในการระลึก ถึงข้อเท็จจริง
ประกอบด้วย
- ความรู้ในเนื้อเรื่อง เกี่ยวกับศัพท์ นิยาม กฎและความเป็นจริง
-
ความรู้ในวิธีดำเนินการ
เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน
เกี่ยวกับลำดับขั้นและแนวโน้ม การจัดประเภท เกณฑ์ วิธีการ
-
ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง
รู้หลักการและข้อสรุปทั่วไป
เกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสร้าง
2. ความเข้าใจ
ตีความได้ ประกอบด้วย
- การแปลความหมาย
- การตีความ
- การขยายความ
3. การนำไปใช้ นำความรู้ไปแก้ปัญหาได้
4. การวิเคราะห์ แยกแยะรายละเอียด หาประเด็น เหตุการณ์ ได้
ประกอบด้วย
-
วิเคราะห์ความสำคัญ
-
วิเคราะห์ความสัมพันธ์
-
วิเคราะห์หลักการ
5.
การสังเคราะห์
ผสมผสานสองสิ่งรวมกันเกิดสิ่งใหม่ แปลกจากเดิม ประกอบด้วย
- สังเคราะห์ข้อความ
-
สังเคราะห์แผนงาน
-
สังเคราะห์ความสัมพันธ์
6. การประเมินค่า ต้องมีเกณฑ์และการตัดสินคุณค่า เช่น ตัดสินว่า ดี-เลว ควร-ไม่ควร มี
- ประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายใน
-
ประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายนอก
การวิเคราะห์ข้อสอบ
P = ความยากง่าย
R = อำนาจจำแนก
การแปลความหมาย
P = 0.81 - 1.00 ง่ายมาก
P = 0.61 - 0.80 ค่อนข้างง่าย
P = 0.41 - 0.60 ยากง่าย ปานกลาง พอเหมาะ
P = 0.21 - 0.40 ค่อนข้างยาก
P = 0.00 - 0.20 ยากมาก
- เกณฑ์ในการพิจารณาค่า
r
0.40
ขึ้นไป
ดีมาก
0.30-0.39
ดี
0.20 ถึง 0.29 พอใช้
ต่ำกว่า 0.20
ใช้ไม่ได้
ความหมายของคะแนน T ปกติ
ดังนี้
คะแนน
T 30 หมายถึง ชนะเพื่อนอยู่ 2 คน
ใน 100 คน
คะแนน
T 40 หมายถึง ชนะเพื่อนอยู่ 16 คน
ใน 100 คน
คะแนน
T 50 หมายถึง ชนะเพื่อนอยู่ 50 คน
ใน 100 คน
คะแนน
T 60 หมายถึง ชนะเพื่อนอยู่ 84 คน
ใน 100 คน
คะแนน
T 70 หมายถึง ชนะเพื่อนอยู่ 98 คน
ใน 100 คน
ให้ตารางวิเคราะห์หลักสูตร
ดังนี้
พฤติกรรม |
ความจำ
|
เข้าใจ
|
นำไปใช้
|
วิเคราะห์
|
สังเคราะห์
|
ประเมินค่า
|
รวม
|
เนื้อหา
|
|||||||
ก
|
-
|
8
|
4
|
2
|
6
|
-
|
20
|
ข
|
4
|
4
|
8
|
3
|
-
|
2
|
21
|
ค
|
2
|
4
|
10
|
1
|
4
|
1
|
22
|
ง
|
2
|
-
|
6
|
2
|
-
|
3
|
13
|
จ
|
8
|
4
|
2
|
7
|
-
|
3
|
24
|
รวม
|
16
|
20
|
30
|
15
|
10
|
9
|
100
|
ข้อสอบอาจจะเว้นช่องในตารางให้เติมคะแนนที่หายไป
- จากตารางเนื้อหาใดมีความสำคัญน้อยที่สุด
ตอบ ง.
เพราะ ผลรวมคะแนนน้อยสุด คือ 13
- เนื้อหาข้อใดสำคัญที่สุด
ตอบ จ.
เพราะ ผลรวมคะแนนมากสุด คือ 24
- เนื้อหาใดมีความสำคัญพอ
ๆ กัน
ตอบ ดูที่ตัวเลือกให้มา เพราะ เป็นได้ทั้ง เนื้อหา
ก และ ข หรือ ข และ ค
- เนื้อหาใดเน้นพฤติกรรมด้านการไปใช้มากที่สุด
ตอบ ค.
เพราะ มีคะแนนในช่องนำไปใช้มากที่สุด คือ 10
- เนื้อหาใดไม่เน้นพฤติกรรมด้านความเข้าใจเลย
ตอบ ง
เพราะไม่มีคะแนนเลย
- เนื้อหา
ข ไม่เน้นพฤติกรรมด้านใด
ตอบ การสังเคราะห์
- เนื้อหา
จ เน้นพฤติกรรมใดมากที่สุด
ตอบ ความจำ


